หิ่งห้อย

หิ่งห้อย หรือ ทิ้งถ่วง[1] เป็นแมลงปีกแข็งหลายชนิดหลายสกุลในวงศ์ Lampyridae ในอันดับ Coleoptera ทั่วทั้งโลกมีหิ่งห้อยประมาณ 2,000 ชนิด

ลักษณะ

       หิ่งห้อยตัวเต็มวัยเพศผู้มีปีก     ส่วนเพศเมียมีทั้งมีปีกและไม่มีปีก      บางชนิดมีปีกสั้นมาก (Brachypterous) ชนิดที่ไม่มีปีกรูปร่างลักษณะคล้ายตัวหนอน หนอนของหิ่งห้อยเป็นตัวห้ำกินหอยฝาเดียว    ไส้เดือน    กิ้งกือ   และแมลงตัวเล็ก ๆ  เป็นอาหาร หิ่งห้อยมีลักษณะเด่น คือสามารถทำแสงได้ทั้งระยะหนอน ดักแด้ และตัวเต็มวัย ส่วนระยะไข่ทำแสงได้เฉพาะบางชนิดเท่านั้น

การให้แสง

หิ่งห้อยมีอวัยวะทำแสงอยู่บริเวณส่วนท้องด้านล่าง    เพศผู้มีอวัยวะทำแสง 2 ปล้อง   เพศเมียมี 1 ปล้อง แต่บางชนิดตัวเต็มวัยเพศเมียมีรูปร่างลักษณะคล้ายหนอน มีอวัยวะทำแสงด้านข้างของลำตัว         เกือบทุกปล้องแสงของหิ่งห้อยเกิดจากปฏิกิริยาของ             สารลูซิเฟอริน (Luciferin) ที่อยู่ในอวัยวะทำแสงกับออกซิเจน    มีเอนไซม์ลูซิเฟอเรส (Luciferase) เป็นตัวเร่งปฏิกิริยา   และมีสารอดีโนซีนไตรฟอสเฟต (Adenosine Triphosphate,ATP) เป็นตัวให้พลังงานทำให้เกิดแสง หิ่งห้อยกะพริบแสงเพื่อการผสมพันธุ์และสื่อสารซึ่งกันและกัน

หิ่งห้อยชนิด Luciola Aquatilis         ที่ค้นพบโดย      ดร.อัญชนา ท่านเจริญ  นักกีฏวิทยาจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มีวิธีสื่อสารด้วยแสงได้ถึง 4 แบบ [2]

หิ่งห้อยในประเทศไทย

หิ่งห้อย    นับว่าเป็นแมลงที่มีคุณลักษณะพิเศษ         คือสามารถบ่งชี้ถึงความอุดมสมบูรณ์ และสมดุลของธรรมชาติได้   โดยเฉพาะมีคุณสมบัติที่สามารถใช้เป็น “ตัวห้ำ”   ในการควบคุมศัตรูพืชตามหลักการทางชีวภาพ    เป็นประโยชน์อย่างยิ่งแก่การเกษตรกรรม    ซึ่งเป็นวิถีชีวิตหลักของคนไทย[2]

หิ่งห้อยนี้ในระยะที่เป็นตัวหนอนจะกินหอยเล็ก ๆ  เป็นอาหาร     ซึ่งหอยเหล่านั้นเป็นพาหะนำโรคหลายชนิดมาสู่มนุษย์และสัตว์  เช่น  โรคพยาธิใบไม้ในลำไส้   โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ เป็นต้น  นอกจากนั้น หิ่งห้อย ยังเป็นตัวห้ำ ทำลายหอยเชอรี่   ซึ่งเป็นศัตรูสำคัญกัดกินทำลายต้นข้าวในระยะลงกล้าและระยะปักดำใหม่ ๆ      หิ่งห้อยจึงเป็นแมลงที่มีความสำคัญทั้งในด้านการแพทย์และการเกษตร

ในกรุงเทพมหานครนี้  ในอดีตบริเวณปากคลองบางลำพู เคยมีหิ่งห้อยเป็นจำนวนมาก แต่ก็หมดไป        เมื่อวิถีชีวิตของผู้คนแถบนั้นเปลี่ยนไป เมื่อ พ.ศ. 2542         กรมศิลปากรร่วมกับกรุงเทพมหานครได้บูรณะป้อมพระสุเมรุ      และบริเวณ       จัดสร้างเป็นสวนสาธารณะสันติชัยปราการ และสร้างพระที่นั่งสันติชัยปราการ เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและเปิดให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าพักผ่อนหย่อนใจน้อมเกล้าฯ ถวายเป็นพระราชกุศล ได้มีการปลูกต้นลำพู และเลี้ยงหิ่งห้อย     เพื่ออนุรักษ์และขยายพันธุ์ เป็นการฟื้นฟูวิถีชีวิตบางลำพูในอดีตด้วย

สถานที่ชมหิ่งห้อยที่มีชื่อเสียงในปัจจุบัน  เช่น  ที่ริมคลองตลาดน้ำอัมพวา  อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม เกาะลัด อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา นิคมสร้างตนเอง ตำบลอ่าวน้อย   อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์    จังหวัดประจวบคีรีขันธ์    คลองปากนคร     ตำบลปากนคร อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยมีมากในช่วงฤดูฝน ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมตุลาคม ควรเลือกชมในคืนเดือนมืด เพราะเห็นแสงของหิ่งห้อยได้อย่างชัดเจน

หิ่งห้อย มีชื่อสามัญเป็นภาษาอังกฤษว่า Firefly  หิ่งห้อย แมลงปีกแข็งที่สามารถเรืองแสงได้ในเวลากลางคืน   มักอาศัยใกล้แหล่งน้ำที่สะอาดตามต้นไม้ริมน้ำ  เช่น   ต้นกกและต้นลำพู เพราะอะไรหิ่งห้อยจึงกะพริบ    เมื่อหิ่งห้อยหนุ่มพบหิ่งห้อยสาวที่หมายปอง    มันก็จะกระพริบแสงเป็นจังหวะของมัน   ถ้าหิ่งห้อยสาวพอใจก็จะกระพริบตอบด้วยจังหวะเดียวกัน  จากนั้นทั้งสองก็ผสมพันธ์     เมื่อหิ่งห้อยสาวตั้งท้องและวางไข่มันก็จะตายจากไป   แสงของหิ่งห้อยเกิดจากสาร เรืองแสงในตัวของมัน  ซึ่งเปล่งออกมาบริเวณปลายปล้องท้อง  และในอดีตคนเรายังใช้แสงหิ่งห้อยเป็นเครื่องนำทาง    สร้างความสวยงามให้กับธรรมชาติในยามค่ำคืน     หิ่งห้อยทำไมถึงอยู่ต้นลำพู  หิ่งห้อย  ไม่ได้อยู่เพียงแต่ต้นลำพู เพียงเพราะว่า หิ่งห้อยตัวเต็มวัยไม่กินอาหารเพียงแต่กินน้ำหรือน้ำค้างที่เกาะอยู่ตาม ใบไม้    ต้นลำพูเป็นพืชที่มีขนที่ใบ     จึงทำให้น้ำค้างเกาะอยู่จำนวนมาก     ซึ่งเป็นอาหารของหิ่งห้อยอย่างดี     หิ่งห้อย เป็นแมลงประเภทที่ผลิตแสงได้ (Light-producing insects)ที่บริเวณส่วนก้น  แสงของหิ่งห้อยเกิดจากปฎิกริยาทางเคมีของสารที่ชื่อว่า Luciferin     ซึ่งอยู่ในอวัยวะผลิตแสง     ทำปฏิกริยากับออกซิเจนในหลอดลม   แสงของหิ่งห้อยที่เราเห็นมีความสว่างตั้งแต่ 1/50   ถึง 1/400 แรงเทียน ซึ่งถ้านำมารวมกันมากๆก็สามารถใช้อ่านหนังสือในคืนเดือนมืดได้ทีเดียว   หิ่งห้อยทำไมจึงมีแสง แสงที่เกิดจากหิ่งห้อยเป็นแสงที่ไม่มีความร้อน     เราเรียกแสงที่เกิดขึ้นโดยปราศจากความร้อนว่า แสงนวล (Luminescence)  แสงในตัว หิ่งห้อยเกิดจากสารลูซิเฟอริน (Luciferin) ซึ่งจะรวมตัวกับออกซิเจนในขณะที่เกิดปฏิกิริยาแสงสว่าง    แต่ปฏิกิริยานี้จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อ    มีสารลูซิเฟอเรส (Luciferase) อยู่ด้วย   ลูซิเฟอเรสทำหน้าที่เป็นตัวช่วย(catalyst)     ให้เกิดปฏิกิริยาเคมีขึ้นเท่านั้นปริมาณแสงสว่างที่เกิดจากหิ่งห้อยมีน้อยมาก  คือ    เพียงประมาณ 1 ใน 1,000 ของแสงสว่างจากเทียนไขธรรมดา   เราสามารถประดิษฐ์แสงแบบนี้ได้ในห้องทดลอง แต่สารทั้งสองคือ  ลูซิเฟอริน  และลูซิเฟอเรส   ต้องได้มาจากตัวหิ่งห้อยโดยตรง เพราะนักเคมียังไม่สามารถสังเคราะห์สารทั้งสองนี้ได้      สงสัยไหมทำไมหิ่งห้อยถึงมีแสง      หิ่งห้อยมีแสงในตัวเพราะมีสารพิเสษวันนี้ได้คำตอบแล้วว่าทำไมหิ่งห้อยถึงมีแสง แล้วตัวผู้กับตัวเมียอันไหนแสงสวยกว่ากัน        หิ่งห้อยน้ำจืดกับหิ่งห้อยน้ำกร่อยก็ตัวไม่เท่ากัน          แสงของหิ่งห้อยเกิดจากปฏิกิริยาทางเคมีของสาร Luciferin     ซึ่งอยู่ในอวัยวะทำแสง ทำปฏิกิริยาโดยใช้หลอดลม มีเอนไซม์ Luciferase เป็นตัวกระตุ้นและมีสาร    Andenosine triphosphate (ATP) เป็นตัวให้พลังงาน  สำหรับเรื่องความสวยงามของการกระพริบแสงแล้วตัวผู้จะสวยกว่าเพราะต้องล่อตัวเมียมาผสมพันธุ์   วงจรชีวิตของหิ่งห้อย  เป็นไข่ 9 วัน เป็นหนอน 79 วัน ดักแด้ 6 วัน โตไม่เกิน 1 เดือนก็ตาย สงสัยเลยถามทำไมชีวิตช่วงเป็นหนอนนานกว่าผีเสื้อ เพราะว่าร่างกายของหิ่งห้อยมีเปลือกแข็งห่อหุ้มร่างกายทำให้ต้องใช้เวลาในการพัฒนานาน ตอนเป็นหนอนดักแด้อาศัยอยู่ในดิน และจะกินไข่ของหอยเชอรี่(หิ่งห้อยน้ำกร่อยเท่านั้นนะ)   หิ่งห้อยชอบอาศัยอยู่ตามพุ่มไม้     หรือตามพื้นที่ชุ่มชื้นใกล้หนองน้ำ      หรือลำธารที่มีน้ำใสสะอาดในเวลากลางวันหิ่งห้อยจะหลบซ่อนตัวอยู่ตามพงหญ้าหรือวัชพืช หรือหลบตามกาบไม้ซอกไม้ต่างๆ   ในเวลากลางคืนจึงบินออกมาจับคู่ผสมพันธุ์และวางไข่ และที่สำคัญตรงนั้นต้องเป็นน้ำนิ่งไม่มีมลพิษจากสิ่งแวดล้อม  เช่น  ตามทุ่งนาและบ่อน้ำตามชนบท     บางชนิดอยู่ตามดินในป่าและตามป่าชายเลน ต้นไม้ที่หิ่งห้อยชอบเกาะกระพริบแสง ไม่ไช่ต้น ลำพู  อย่างเดียวส่วนใหญ่เป็นต้นไม้ที่มีใบโปร่ง    ในธรรมชาติพบเกาะอยู่ตาม ต้นแสม ต้นโกงกาง  ต้นโพทะเลโดยเฉพาะป่าชายเลนที่มีแหล่งอาหารสมบูรณ์      โดยหิ่งห้อยจะกินน้ำหวานจากเกสรดอกไม้รวมทั้งต้นไม้ที่อยู่ตามริมน้ำต่างๆ
อ่านเพิ่มเติมได้ที่ : http://www.kroobannok.com/18791 Continue reading “หิ่งห้อย”